แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สุขภาพ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สุขภาพ แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

สุดยอดอาหารบำรุงสำหรับคนนอนดึก

จากสภาพปัจจุบันที่เปลี่ยนไปทำให้คนในยุคสมัยนี้
โดยส่วนมากจะนอนกันประมาณห้าทุ่มหรือเที่ยงคืน
หรือบางคนก็จะต้องทำงานเป็นกะ ทำงานกลางคืน
เป็นเหตุให้ร่างกายซึ่งโดยปกติแล้วจะต้องทำงานตอนกลางวัน
และนอนในตอนกลางคืน ต้องเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตไป
เลยทำให้ร่างกายมีการเปลี่ยนแปลงระบบต่างๆ ภายในร่างกาย
ได้ทำงานผิดปกติไป

การนอนดึกมีผลทำให้ร่างกายอ้วนได้มากกว่าปกติ
เพราะคนที่อดนอนโดยส่วนใหญ่มักจะรู้สึกหิวมากกว่าปกติ
ทำให้กินอาหารมากขึ้น จึงเป็นเหตุให้อ้วนง่ายกว่าเดิม

ดังนั้นการที่อดนอนก็จะต้องชดเชยในสิ่งที่ร่างกายได้ขาดไป
เนื่องจากกระบวนการทำงานที่เปลี่ยนไป
จึงควรจะรับประทานอาหารที่ช่วยในการเสริมสร้างสุขภาพ
จากหนังสือคู่มือดูแลร่างกายของคนนอนดึก
เขียนโดยนพ.กฤษดา  ศิรามพุช,
พบ.(จุฬาฯ)
ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ
American Board of Anti-aging medicine

ท่านได้แนะนำไว้ดังนี้
ควรทานเนื้อสัตว์สีขาว ที่ไปช่วยในการสร้างเคมีสมอง
ได้แก่ เนื้อปลา อกไก่ ไข่ขาว เต้าหู้

และในการช่วยในช่วยสื่อประสาทสมองทำให้ความจำดีคิดอ่านได้ว่องไว
ควรรับประทาน ข้าวกล้องงอก,มอลต์,ข้าวบาเลย์,ถั่วแดง,
ถั่วดำ,ลูกเดือยและธัญพืชอื่น ๆ 

ให้รับประทาน ถั่วเหลือง,ไข่แดง
ที่ช่วยสร้างความปรองดองเชื่อมโยงถึงกันในสมอง  ป้องกันความจำเสื่อม
ช่วยให้สมาธิและความจำไม่สะดุดลงด้วยอาการอดนอน

ช็อกโกแลตดำและโกโก้ร้อน
จะช่วยให้เลือดไหลลื่นในสมองป้องกันเส้นเลือดอุดตัน

และควรรับประทานปลาทูวันละ 2 ตัว หรือทูน่ากระป๋อง เพื่อเพิ่มโอเมก้า

กินไข่แดงวันละ 1 ฟอง ช่วยเพิ่มไบโอตินช่วยบำรุงสมองและเส้นผมได้ดี
เหมาะกับท่านที่อยู่ดึกและใช้สมองมาก

ใบบัวบก เป็นคลอโรฟิลล์จากธรรมชาติ
และยังมีสารช่วยลดการอักเสบของร่างกายจากภาวะนอนดึก

ใบของแปะก๊วยมีสารสำคัญที่ช่วยป้องกันสมอง เสริมสร้างความจำ

วิตามินบี ที่ช่วยบำรุงเส้นประสาททั้งร่างกาย
อีกทั้งสมองให้ตื่นตัวได้แม้ในยามอดนอน
มีผลกระตุ้นสมองป้องกันอาการง่วงมึนซึม

ดื่มน้ำให้มาก น้ำเปล่าธรรมดาดีต่อสมองเป็นที่สุด
เพราะก้อนสมองต้องอาศัยน้ำในการบำรุง
เช่นเดียวกับร่างกายที่นอนดึก สังเกตว่านอนดึกแล้วปากแห้ง
เพราะร่างกายคนนอนดึกไม่ได้พักจึงมีการสูญเสียน้ำไป

ที่มา teenee.com
ภาพประกอบ อินเตอร์เน๊ท

วันจันทร์ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2556

อโรมาเทอราปี...การใช้กลิ่นบำบัด..เลือกกลิ่นตามเดือนเกิด

อโรมาเทอราปี...การใช้กลิ่นบำบัด..เลือกกลิ่นตามเดือนเกิด

ความรู้ทางการแพทย์ด้วยการใช้กลิ่นบำบัดมาจาก ชาวกรีกโบราณ
และได้พัฒนาความรู้เกี่ยวกับอโรมาออยล์และน้ำมันหอมแพร่กระจาย จนได้รับความนิยมมากขึ้น
ในการแพทย์สาขาอายุรเวทการแพทย์แผนโบราณของอินเดีย
การนำกลิ่นหอมมาผสมกับน้ำมันหรือครีม-ไขมันสัตว์ต่างๆ นั้น
เป็นที่รู้จักและใช้กันมานานแล้ว แต่การใช้อโรมา (กลิ่นหอม) ในสมัยโบราณ
ก็ยังไม่มีการค้นคว้าอย่างจริงจัง ถึงคุณสมบัติและสรรพคุณของสารหอมและที่มาของแต่ละชนิด

คำว่า AROMA THERAPY อโรมา-เธอราปี คืออะไร ?
    AROMA (อโรมา) แปลว่า กลิ่น กลิ่นหอม
    THERAPY (เธอราปี) แปลว่า การบำบัดรักษา
    AROMA THERAPY (อะโรมา-เธอราปี) หมายถึง การบำบัดรักษาโรคโดยใช้กลิ่นหอม

คำว่า AROMA THERAPY (อโรมา-เธอราปี) ถูกนำมาใช้เป็นครั้งแรก
โดยนักเคมีชาวฝรั่งเศส ชื่อ RENE MAURICE GATTEFOSSE (เรเน มอริช กัดฟอส)
เมื่อปี ค.ศ.1928 อโรมา-เธอราปี จะเป็นการนำประโยชน์ของน้ำมันหอมระเหย
ที่ทำให้ร่างกาย และจิตใจอารมณ์เกิดความสมดุล

หลักการนี้ถูกนำมาศึกษา
โดยใช้หลักทางสรีรศาสตร์ที่มนุษย์สามารถสัมผัสรับกลิ่น (OLFACTORY NERVES)
ซึ่งอยู่เหนือโพรงจมูก (NASAL CAVITY) เมื่อกลิ่นต่างๆ จากโมเลกุลของละอองเกสรดอกไม้
ผ่านกระเปาะรับกลิ่น (OLFACTORY BULBS) ที่ต่อกับลิมบิค ซีสเต็ม (LIMBIC SYSTEM)
ซึ่งเป็นสมองส่วนควบคุมอารมณ์และความทรงจำ

    โดยปกติแล้วระบบทางเดินหายใจ
จะเริ่มต้นจากการหายใจเข้า (INHALE) และหายใจออก (EXHALE)
เพื่อให้เลือดดูดซับออกซิเจนที่สูดเข้าไป และเปลี่ยนสภาพและสร้างเป็นพลังงานให้ร่างกาย
หากอากาศที่ผ่านเข้าสู่สมองและปอดไม่บริสุทธิ์ เช่น อากาศเสียจากท่อไอเสีย
จากบุหรี่ จากสารพิษ ฯลฯ  ก็จะทำให้สารพิษที่ปนอยู่ในอากาศเสียนั้น
ตกค้างอยู่ในระบบทางเดินหายใจ และมีผลกระทบต่อระบบประสาท
ลิมบิค ซีสเต็ม เป็นผลทำให้ อารมณ์ และความทรงจำแปรปรวนไปด้วย
การทำงานของระบบทางเดินหายใจ  และระบบรับกลิ่นทำงานเช่นเดียวกันทั้งกลิ่นดีและกลิ่นเสีย

ดังนั้น กลิ่นหอมที่สูดดมเข้าร่างกายก็เช่นกัน และด้วยหลักการเดียวกันนี้เอง
น้ำมันหอมระเหยที่ถูกสกัดจากพืชสมุนไพรหลากหลายชนิด
จึงได้ถูกค้นคว้าวิจัยเพื่อ นำมาบำบัดรักษาโรคต่างๆ เพราะคุณสมบัติที่แตกต่างกัน ของพืชสมุนไพร
ซึ่งผ่านการค้นคว้ามาแล้วจากหลายสถาบัน หลายอารยธรรม หลายช่วงกาลเวลาถูกสั่งสมมานาน
จนทำให้คุณค่าของความรู้ ทางด้านน้ำมันหอมระเหยมีประสิทธิภาพสูงขึ้น

และด้วยคุณสมบัติในน้ำมันระเหยนี้ สามารถนำมาใช้โดยการนวด ให้ซึมผ่านผิวหนัง
บางชนิดก็เป็นสารสกัดเป็นสารสกัดที่กำจัดแบคทีเรียได้ บ้างก็ช่วยแก้ภูมิแพ้ ที่ผิวหนัง
ช่วยกระชับผิวให้เต่งตึง ส่วนกลิ่นที่ได้จากสารสกัดสุมนไพรนี้
จะช่วยกระตุ้นเปลี่ยนสภาพอารมณ์และจิตใจ เมื่อกลิ่นผ่านระบบประสาทลิมบิค ซีสเต็ม
เช่น ช่วยให้สงบ ช่วยให้ผ่อนคลาย ช่วยให้กระปรี้กระเปร่า ช่วยคลายเครียด
ช่วยลดความกระวนกระวายใจ ฯลฯ

ศาสตร์การบำบัดความเครียด โดยใช้ความหอมของสมุนไพรนานาชนิดนี้
เป็นเครื่องมือ หรือที่เราเรียกว่า อโรมาเทอราปี นั่นเอง

แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าเราควรเลือกใช้น้ำมันหอมระเหยอย่างไรให้เหมาะสมกับตัวเรา
การเลือกกลิ่นหอมของน้ำมันหอมระเหยก็สามารถเลือกได้ตามความชอบ
แต่ถ้าคนไหนที่ยังหากลิ่นที่ถูกใจและเหมาะสมกับตนเองไม่ได้
ให้ใช้หลักการง่ายๆ โดยการเลือกกลิ่นของน้ำมันหอมระเหยตามเดือนเกิดของตนเอง

กลิ่นRos
    กลิ่น Lavender
กลิ่น Vanilla
กลิ่น Lavender, Vanilla และ Rose
ทั้ง 3 กลิ่นนี้เหมาะกับผู้ที่เกิดเดือนสิงหาคม กันยายน ตุลาคม


กลิ่น Camomile
กลิ่น Chrysantemum
กลิ่นApple
กลิ่น Cinnamon

       กลิ่น Camomile,Chrysantemum, Apple และ Cinnamon
เหมาะกับผู้ที่เกิดเดือนพฤศจิกายน ธันวาคม มกราคม กุมภาพันธ์ มีนาคม เมษายน

  กลิ่น Orange
กลิ่น Ginger





        กลิ่น Orange และ Ginger
เหมาะกับผู้ที่เกิดเดือนกุมภาพันธ์ มีนาคม เมษายน พฤษภาคม มิถุนายน กรกฎาคม 

 
กลิ่น Lemonglass


กลิ่นSpearmint

     กลิ่น Lemonglass, Spearmint
เหมาะกับผู้ที่เกิดเดือนพฤษภาคม มิถุนายน กรกฎาคม
          

กลิ่นSaffron

กลิ่นHibicust

กลิ่นCherry

  กลิ่น Lemongrass Saffron Hibicust Cherry
เหมาะกับผู้ที่เกิดเดือนพฤษภาคม มิถุนายน กรกฎาคม สิงหาคม กันยายน ตุลาคม

          กลิ่น Cherry กลิ่นChrysanthemum
เหมาะกับผู้เกิดเดือนกุมภาพันธ์ มีนาคม เมษายน

          การเลือกใช้น้ำมันหอมที่เหมาะกับตัวเรา
จะส่งผลโดยตรงต่อระบบประสาทและการทำงานอันซับซ้อนทางอารมณ์ของเรา
จะก่อให้เกิดพลังงานในตัวเรา และเกิดเป็นแรงในการทำงาน
ในทางตรงกันข้ามกลิ่นที่ไม่เหมาะกับเราจะส่งผลในเชิงลบ
ร่างกายจะหมดเรี่ยวแรง หรือหน้ามืดได้เลยทีเดียว






ที่มา สำนักการแพทย์ทางเลือก
ที่มา ไทยโพสต์
ภาพประกอบอินเตอร์เน๊ท

วันจันทร์ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2556

วิธีดื่มน้ำให้ถูกวิธี


วิธีดื่มน้ำให้ถูกวิธี
ร่างกายคนเรานั้นประกอบด้วยน้ำ 60 – 70 % เมื่อเทียบกับน้ำหนักตัวเรา
คนเราในแต่ละวันต้องดื่มน้ำให้ได้ปริมาณที่เหมาะสมกับน้ำหนักของตัวเอง
การรับประทานน้ำตามสูตรที่องค์การอนามัยโลกได้กำหนดเอาไว้นั้น คือ



น้ำหนักตั้งแต่ 1-50 กิโลกรัม ปริมาณน้ำต่อวัน 1,650 ซีซีหรือ 1.6 ลิตร หรือประมาณ  8 แก้ว
น้ำหนักตั้งแต่      60 กิโลกรัม ปริมาณน้ำต่อวัน 1,980 ซีซีหรือ 1.9 ลิตร หรือประมาณ  10 แก้ว
น้ำหนักตั้งแต่      70 กิโลกรัม ปริมาณน้ำต่อวัน 2,310 ซีซีหรือ 2.3 ลิตร หรือประมาณ  11.5 แก้ว
น้ำหนักตั้งแต่      80 กิโลกรัม ปริมาณน้ำต่อวัน 2,640 ซีซีหรือ 2.6 ลิตร หรือประมาณ  13 แก้ว
น้ำหนักตั้งแต่      90 กิโลกรัม ปริมาณน้ำต่อวัน 2,970 ซีซีหรือ 2.9 ลิตร หรือประมาณ  14.5 แก้ว



ทำไมต้องดื่มน้ำให้ได้ขนาดนั้น
ก็เพื่อความสมดุลของน้ำในร่างกาย เพราะร่างกายคนเราประกอบด้วยน้ำถึง  2 ใน 3 ส่วน
ถ้าร่างกายขาดน้ำ ธาตุไฟก็จะโหมกระหน่ำ ธาตุลมกำเริบ ธาตุดินก็แห้งแตกระแหง
หรือจะดูกันง่ายๆ เลือดเรานั้นต้องประกอบด้วยน้ำกว่า 60% ถ้าขาดน้ำ เลือดก็จะข้นหนืด
ทำให้เลือดไหลเวียนไปหล่อเลี้ยงร่างกายลำบาก หัวใจก็จะทำงานหนักในการสูบฉีดเลือด
เส้นเลือดบางเส้นมีขนาดเล็กมากจนต้องใช้กล้องขยายส่องดูจึงจะมองเห็น
ลองคิดดูว่า เลือดที่มันข้นหนืดจะเข้าไปในเส้นเลือดเล็กๆเหล่านั้นได้อย่างไร

ถ้าเลือดข้นแล้วเข้าไปเลี้ยงร่างกายไม่ได้ ก็ทำให้เกิดโรคต่าง ๆ
เช่น เส้นเลือดอุดตัน สมองขาดเลือด เป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต
ดังนั้น เราหันมาดื่มน้ำให้พอเพียงกับร่างกายต้องการกันดีกว่า

ดื่มน้ำตอนเช้าหลังตื่นนอน
ตื่นเช้าขึ้นมาขอแนะนำว่าอย่างแรกที่ ควรทำก่อนอย่างอื่นเลยก็คือ
ดื่มน้ำให้ได้  2 – 5 แก้ว ดื่มน้ำอุ่นๆยิ่งดี เพราะน้ำอุ่นนั้นดื่มง่ายกว่าน้ำธรรมดา
และอุณหภูมิของน้ำที่ดื่มไม่ต่ำกว่าอุณหภูมิของร่างกายไม่เป็นการไปดึงอุณหภูมิร่างกายให้เย็นลง

ทำไมต้องดื่มน้ำก่อนแปรงฟัน บางท่านแปรงฟันเสร็จแล้วก็จะไปทำธุระอะไรต่อมิอะไรเยอะแยะ
อ่านหนังสือพิมพ์ ทานกาแฟ หรือทานข้าวเสร็จแล้วออกจากบ้านไปเลย จนลืมดื่มน้ำไป
สาเหตุที่ให้ดื่มน้ำก่อนแปรงฟันก็เพื่อป้องกันไม่ให้ท่านหลงลืมการดื่มน้ำ
หรือถ้าท่านใดรู้สึกรังเกียจขี้ฟันของตัวเองก็ดื่มหลังจากแปรงฟันเสร็จแล้ว
ก็ได้ไม่ผิดกติกาแต่อย่างใด แต่อย่าลืมดื่ม

หลีกเลี่ยงน้ำเย็น น้ำอัดลม และนม

อุณหภูมิโดยปกติของร่างกายคนเรานั้นอยู่ที่ 36-37 องศาเซลเซียส
ถ้าเราดื่มน้ำเย็นๆสัก 2 องศาเซลเซียส
น้ำเย็นจะต้องไปดึงความร้อนของร่างกายมาทำให้อุณหภูมิของน้ำเท่ากับร่างกาย
การดูดซึมจะทำงานได้ ทำให้ร่างกายสูญเสียพลังงานและเสียเวลาในการปรับสมดุลให้คืนสู่ปกติ
บางท่านเอาน้ำชาใส่กระติกน้ำแข็งแช่เย็นแล้วก็ดื่มทั้งวัน
เวลาดื่มก็ชื่นใจดี แต่เชื่อหรือไม่ว่ายิ่งดื่มมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งร้อนมากขึ้นเท่านั้น
 เพราะชามีฤทธิ์เย็น แม้จะดื่มแบบร้อนก็ตาม เมื่อชาเข้าไปอยู่ในร่างกายแล้ว
ความร้อนของน้ำจะหายไป เหลือแค่ฤทธิ์ของชาซึ่งเย็น
และไม่ต้องพูดถึงว่าเมื่อเราดื่มน้ำชาแช่เย็นแล้วตัวเราจะเย็นมากขึ้นเพียงใด
เหมือนร่างกายเราถูกแช่เย็น แถมยังเกิดลมเกิดแก๊สขึ้นมาอีกต่างหาก

ส่วนน้ำอัดลมนั้น เมื่อดื่มแล้วรู้สึกเย็นซ่า ชื่นใจ จนบางคนติด ไม่ดื่มไม่ได้
จะดื่มทีก็ต้องดื่มแบบเย็นจัด ลองคิดดูว่าได้อะไรจากการดื่มน้ำอัดลมบ้าง
นอกจากความเย็น น้ำตาล สารแต่งสี สารแต่งกลิ่น มีแต่สิ่งไม่มีประโยชน์ทั้งนั้นเลย

ส่วนนม ที่หลายท่านพยายามสอนให้ลูกให้หลานดื่มกันด้วยความเชื่อว่า
นมนั้นมีประโยชน์เหลือหลาย ว่าจะทำให้ตัวโตแข็งแรง มีแคลเซียมช่วยบำรุงกระดูก
แต่เราชาวเอเชียเมื่อหย่านมแล้วร่างกายจะไม่ย่อยน้ำตาลแลกโตสในนม
และสารเคซินในนมจะเหนียวจับตัวเป็นลิ่มเป็นก้อน
ทำให้กระเพาะอาหารทำการย่อยสารเหล่านี้ลำบาก และยิ่งนิยมดื่มนมที่มีรสหวาน
ดื่มนมแช่เย็นกันอีก ความหวานและความเย็นจากนมที่ท่านชอบดื่มกัน
ก็สามารถสร้างปัญหาให้ร่างกายท่านได้ไม่ต่างอะไรจากน้ำอัดลม เช่นเดียวกัน



ดื่มน้ำให้ถูกเวลา ช่วงเวลาที่ควรรับประทานน้ำ ควรเลือกเวลาในการรับประทานน้ำให้ถูก
เพราะโดยปกติ เรามักมีความเชื่อที่ผิด เกี่ยวกับการดื่มน้ำ เช่น เวลาทานอาหารให้ดื่มน้ำมาก ๆ
ซึ่งไม่เป็นการดีสำหรับร่างกายเลย จากความเชื่อที่ว่า ให้ดื่มน้ำ

-15 นาทีก่อนทานอาหาร
- ระหว่างทานอาหาร
- รับประทานอาหาร

ทั้ง 3 กรณีที่ยกมานี้เป็นช่วงเวลาที่คนเรามักดื่มน้ำ
การดื่มน้ำในช่วงเวลาดังกล่าวนี้เป็นการดื่มน้ำที่ผิดเวลาอย่างมาก
และเป็นสาเหตุทำให้เกิดอาการเจ็บไข้ได้ป่วยได้

ถ้าท่านดื่มน้ำก่อนทานอาหาร น้ำที่ท่านดื่มเข้าไปมันก็ไปเจือจางน้ำย่อยในกระเพาะอาหาร
และพอท่านทานอาหารตามเข้าไป น้ำย่อยที่เข้มข้นสำหรับย่อยอาหารตามเข้าไป
น้ำย่อยที่เข้มข้นสำหรับย่อยอาหารมันกลับเจือจางเสียแล้ว ทำให้การย่อยอาหารไม่ดี
อาหารไม่ย่อยและเกิดการหมักหมมในกระเพาะอาหาร
พอเกิดการหมักหมมในกระเพาะอาหารเมื่อไหร่ก็เกิดพิษในร่างกายขึ้นมาเมื่อนั้น
พิษที่เกิดขึ้นมาก็เป็นสาเหตุอาการเจ็บป่วยทั้งหลาย
เช่นเดียวกับการที่ท่านดื่มน้ำระหว่างทานอาหารหรือดื่มน้ำหลังรับประทานอาหารอิ่มใหม่ๆ
จะทำให้ระบบการย่อยอาหารทำงานได้ดี

วิธีแก้ไขได้ง่ายๆ ด้วยวิธีนี้
1. ระหว่างทานอาหารควรดื่มน้ำแต่น้อยอย่างมากไม่เกิน 1 แก้ว
เพื่อให้น้ำย่อยมีประสิทธิภาพในการย่อยอาหารได้เต็มที่
2. หลังทานอาหารเสร็จแล้ว 40 นาที ค่อยดื่มน้ำตามปกติ เพื่อให้กระเพาะได้ทำการย่อยอาหารเสียก่อน
3. และที่สำคัญไม่ควรดื่มน้ำเย็น ในการย่อยอาหารนั้นกระเพาะต้องใช้ไฟฟ้าในการย่อยอาหาร
ถ้าท่านดื่มน้ำเย็นเข้าไป ความเย็นจะเข้าไปดับไฟในกระเพาะ และเป็นสาเหตุให้อาหารไม่ย่อย
เกิดอาการท้องอืด ท้องพองผะอืมผะอม อาเจียน ร้อนในอกในใจ บวมตามมือตามเท้า

บางท่านอาจคิดว่าแค่กินน้ำเท่านั้น แต่การกินน้ำแล้วช่วยให้เกิดประโยชน์แก่ร่างกายนั้นก็
ควรใส่ใจสักนิดเพื่อสุขภาพที่ของท่านเอง


ที่มา ที่นี่ดอดคอม
ภาพประกอบอินเตอร์เน๊ท

วันเสาร์ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2556

เคล็ดลับดูแลสุขภาพจากแำพทย์จีน

เคล็ดลับดูแลสุขภาพจากแำพทย์จีน
การดูแลสุขภาพประจำวันที่ควรจะทำเป็นประจำ


1. หวีผมบ่อยๆ:
การหวีผมเบาๆ บ่อยจะช่วยทำให้ตาสว่าง และรากผมแข็งแรง
(ใช้ใช้หวีซี่ห่าง และแปรงเบาๆ เพื่อกันผมขาดหลุดร่วง) 



2. ถูใบหน้าบ่อยๆ: 
ให้ล้างมือด้วยสบู่ หรือเจลแอลกอฮอล์ให้มือสะอาดก่อน
หลังจากนั้นใช้ฝ่ามือ 2 ข้างถู หน้าเบาๆ บ่อยๆ
เพื่อกระตุ้นให้เลือดไหลเวียนดีขึ้น ทำให้ใบหน้าเปล่งปลั่ง

3. เคลื่อนไหวดวงตาบ่อยๆ:
บริหารสายตาด้วยการให้มองไกล-มองใกล้ มองข้างนอก-ข้างใน
มองบน-มองล่าง หลีกเลี่ยงการมอง หรือจ้อง อะไรนานๆ
โดยเฉพาะคนที่ทำงานคอมพิวเตอร์ควรพักสายตา
ด้วยการมองไกลอย่างน้อยทุกชั่วโมง

4. กระตุ้นใบหูบ่อยๆ:
การดึงหู ดีดหู บีบหู ถูใบหูเบาๆ บ่อยๆ
จะช่วยบำรุงจุดตานเถียน(จุดฝังเข็ม)
ซึ่งเป็นตำแหน่งที่เก็บพลังงานของร่างกาย (ใต้สะดือ)
ที่มีส่วนสัมพันธ์กับไต ซึ่งเปิดทวารที่หู
ทำให้แรงดี ป้องกันเสียงดังในหู หูตึง และแก้อาการเวียนหัว 

5. ขบฟันบ่อยๆ:
ขบฟันเบาๆ บ่อยๆ (ไม่ใช่ขบแรงดังกรอดๆ)
จะช่วยทำให้ฟันแข็งแรง และกระตุ้นการหลั่งน้ำย่อย
6. ใช้ลิ้นดุนเพดานปากบ่อยๆ:
การใช้ปลายลิ้น กระตุ้นเพดานบนด้านหน้าเป็นการกระตุ้นจุดฝังเข็ม
เพื่อเชื่อมพลัง ลมปราณตู๋และเยิ่น
ซึ่งเป็นเส้นควบคุมแนวกลางลำตัวส่วนหลัง และส่วนหน้าร่างกาย
ทำให้เกิดการกระตุ้นการหลั่งสารน้ำ และน้ำลาย 

7. กลืนน้ำลายบ่อยๆ:
การกลืนน้ำลายบ่อยๆ ช่วยกระตุ้นพลังบริเวณคอหอย และกระตุ้นการย่อยอาหาร 

8. หมั่นขับของเสีย:
หมั่นขับของเสียออกจากร่างกาย
โดยเฉพาะดื่มน้ำให้พอ กินอาหารที่มีเส้นใย และออกกำลังกาย
เพื่อ ป้องกันท้องผูก เมื่อปวดปัสสาวะหรืออุจจาระให้ถ่ายทันที
อย่ารอโดยไม่จำเป็น
การทิ้งของเสียไว้ในร่างกายนานเกินทำให้เกิดสารพิษ
และการดูดซึมสารพิษ ( กลับเข้าสู่ร่างกาย) มากขึ้น ทำให้ป่วยง่าย
9. ถูหรือนวดท้องบ่อยๆ:
ให้นวดท้องตามเข็มนาฬิกาเบาๆ เพื่อช่วยให้การขับถ่ายของเสียดีขึ้น 
 
10. ขมิบก้นบ่อยๆ:
การขมิบก้นบ่อยๆ ช่วยป้องกันริดสีดวงทวาร และแก้ท้องผูก
11. เคลื่อนไหวทุกข้อ:
การอยู่นิ่งๆ หรืออยู่ในท่าใดท่าหนึ่งนานเกินไป ทำให้เกิดโรคได้ง่าย
ควรเคลื่อน ไหวข้อต่อต่างๆ ให้ครบทุกข้อทุกวัน
ฝึกฝนการใช้กล้ามเนื้อและข้อให้สมดุล เช่น การฝึกชี่กง ไท ้เก้ก โยคะ ฯลฯ
12. ถูผิวหนังบ่อยๆ:
ใช้ฝ่ามือถูตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย
คล้ายกับการถูตัวเวลาอาบน้ำจะช่วยให้ เลือดลมและพลังไหลเวียนดีขึ้น


ภาพประกอบ อินเตอร์เน๊ท  

น้ำมันแก้ปวดเมื่อย


ตำรับยารักษาอาการปวดเมื่อย
โดยวิธีหุง ทำน้ำมัน ตามตำรับโบราณ
ใช้สำหรับนวด ยานวดตำรับนี้อาจารย์เนตรดาว ยวงศรี จากกองทุนชีวกโกมารภัจจ์




แนะวิธีการหุงไว้ ดังนี้



ใช้ผักแครอต หรือผักเค็ดเลือกเอาแต่ใบสด
(วัชพืชที่มักขึ้นคู่กับผักเสี้ยนผี หน้าตาคล้ายผักเผ็ดหรือคราดหัวแหวน)
ใช้เพชรสังฆาตสด ดองดึง ผักเสี้ยนผี เลือกเอาแต่ใบสด
นำไปเคี่ยวในน้ำกะทิ (เลือกเอาแต่หัวกะทิ)
เคี่ยวนานประมาณ 6-7 ชั่วโมง
จะได้น้ำมันสีเขียวใส จึงเรียกว่าน้ำมันเขียวมรกต

สรรพคุณดีมาก ใคนสนใจก็ลองไปทำไว้ใช้ดู
และอย่าลืมขอบคุณครูบาอาจารย์เจ้าของสูตรด้วย

ที่มา ไทยโพสต์
ภาพประกอบ อินเตอร์เน๊ท

กินยากับน้ำอะไรดีที่สุด



กินยากับน้ำอะไรดีที่สุด
จะว่าไปแล้วการกินยากับน้ำเปล่า จะดีที่สุด แต่บางครั้งเมื่อเจ็บป่วยก็อยากกินน้ำหวาน
มากกว่าที่จะต้องกินน้ำเปล่าที่มีรสจืดหรือสำหรับบางคนก็อาจจะขมไปก็ได้

ถ้าหากต้องการกินยากับเครื่องดื่มอื่นๆ ก็อาจจะส่งผลต่อร่างกายต่าง ๆ กัน ดังนี้

 
 น้ำส้ม จะไปยับยั้งเอ็นไซม์ และเปลี่ยนแปลงยาบางชนิดที่ร่างกายจะนำไปใช้
ให้ยามีประสิทธิภาพน้อยลง แต่ออกฤทธิ์ข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์มากขึ้น
และน้ำส้มหรือน้ำอัดลมเป็นเครื่องดื่มที่มีความเป็นกรด
มีผลที่จะไปทำให้ค่า pH จะเปลี่ยนไป ทำให้ยาบางชนิดเปลี่ยนสภาพ ไม่คงตัวได้

   
ชา กาแฟ
การบริโภคคาเฟอีนเป็นประจำขณะกินยารักษาโรคหอบหืด จะทำให้เกิดผลข้างเคียงมากขึ้น
และคาเฟอีน ทำให้กระเพาะอาหารอาหารระคายเคือง จึงไม่ควรกินยากับกาแฟ
เพราะถ้ายามีผลต่อหลอดเลือดหรือหัวใจ caffeine อาจต้านฤทธิ์หรือเสริมฤทธิ์กับยาได้

   
นม แคลเซียม จะยับยั้งการดูดซึมยาปฏิชีวนะ บางชนิด
* ไม่ควรดื่มนมพร้อมยา เพราะนมมีแคลเซียม ซึ่งมีประจุ ชอบจับกับยาต่างๆ
และนมมีความเป็นด่าง ทำให้ยาเสียไปหรือไม่สามารถดูดซึมเข้าไปในร่างกายได้



   

แอลกอฮอล์ ทำให้ตับเสียหายได้
หากดื่มเป็นประจำร่วมกับ ยาแก้ปวด อะเซตามิโนเฟน
จะลดประสิทธิภาพของยารักษาอาการซึมเศร้า

เครื่องดื่มที่มีเส้นใยพืช
ใยพืชอาจไปจับกับยาได้มากมายหลายชนิด ทำให้ยาเหล่านั้นมีประสิทธิภาพลดลง



** อย่าลืมกินยาตามคำแนะนำที่เภสัชกรเขียนไว้ที่ซองยา ให้ตรงตามเวลา
และครบถ้วนตามที่จัดยามาให้ จะทำให้หายจากการป่วยโดยเร็ว
ยาบางอย่างหากกินผิดเวลา ก็ทำให้เกิดผลข้างเคียง หรือไม่ได้ผลเต็มที่ได้

เช่น การกินยาก่อนอาหาร ก็ต้องกินก่อน 15-30 นาที เพื่อให้ออกฤทธิ์ตอนท้องว่าง
ยาหลังอาหารต้องกินหลังอาหารทันที เพื่อไม่ให้กัดกระเพาะอาหาร เป็นต้น
และเวลากินยา ใช้น้ำเปล่า สะอาดๆ ดีกว่าแน่นอน

ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ท

วันศุกร์ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2556

สมุนไพรแก้ปวดฟัน


การปวดฟัน ซึ่งเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ อาจเพราะฟันผุ ฟันคุด เหงือกอักเสบ หรือฟันร้าว ฟันแตก

วิธีบรรเทาอาการปวดฟันในเบื้องต้น
สมุนไพรที่ช่วยทุเลาอาการปวดฟันหาได้ในครัวบ้านเรา ยามฉุกเฉินก็นำมาใช้ได้
สมุนไพรที่ว่านี้ คือ ก้านพลู ที่เป็นเครื่องเทศสำหรับการทำอาหารอินเดีย
สรรพคุณทางยา
ที่ใช้แก้อาการปวดฟันนั้น ใช้แก้ปวดมีฤทธิ์เป็นยาชาเฉพาะที่
ช่วยให้เกิดความรู้สึกชาแทนที่อาการปวด

วิธีใช้ คือ
นำกานพลูส่วนดอกตูมแบบแห้งที่ยังมีขั้วดอกติดอยู่ด้วย อมใส่ปากใกล้ๆ กับบริเวณที่ปวด
หรือนำไปตำพอแหลกก่อนผสมกับเหล้าขาวเล็กน้อย นำสำลีมาชุบแล้วจับไปอุดตรงจุดปวด



ลองใช้ก้านพลูช่วยบรรเทาการปวดฟัน ดูสิ แต่ถ้าใช้แล้วยังไม่หาย แนะพบทันตแพทย์จะดีกว่า



ที่มาข้อมูล teenee.com
ที่มารูปภาพ อินเตอร์เน๊ท

วันเสาร์ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2556

ดูแลและรักษา ‘สมอง’ด้วยวิตามินที่ช่วยบำรุงสมอง



อาหารและสิ่งที่เรากินนั้นส่งผลกระทบไปยังความคิด
และพฤติกรรมของเราอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
วิตามินที่ช่วยบำรุงสมองนั้นได้แก่ วิตามิน B1 B6 และ B12
ที่จะช่วยดูแลการทำงานของสมอง
นอกจากนี้ วิตามิน B12 ยังช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ วิตามิน A เป็นอาหารสมอง
ส่วนวิตามินC และ E ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน

สำหรับอาหารที่ควรรับประทานนั้นก็ควรทานให้ครบ 5 หมู่
ซึ่งก็มีทั้ง เนื้อสัตว์ ผัก และผลไม้
โดยเฉพาะช่วงอายุที่ย่างเข้าสู่วัยกลางคนก็ควรเลือกรับประทานเนื้อสัตว์
จำพวกปลามากกว่าเนื้อหมูหรือเนื้อวัวที่ย่อยยาก
จึงเป็นเหตุที่จะทำให้คนเรามีอาการง่วงนอนในช่วงบ่าย
เพราะร่างกายต้องทุ่มเทพลังงานให้กับการย่อยมากเกินไปนั่นเอง

โคเอนไซม์ คิว10 จะช่วยในการรักษาสมดุลในการทำงานของสมอง
สำหรับอาหารที่อุดมไปด้วยวิตามินที่เป็นประโยชน์ต่อสมองนั้น
ได้แก่ เห็ด ถั่ว ข้าวซ้อมมือ ผัก และผลไม้
ส่วนอาหารจังค์ฟู้ด หรืออาหารขยะที่ชาวอเมริกันนิยมกันนั้น
อาจทำให้สมองของคุณด้อยประสิทธิภาพลงเร็วกว่าที่ควรจะเป็น

ได้มีนักวิชาการด้านอาหารของญี่ปุ่นแนะนำไว้ว่า ในหนึ่งวัน
ควรแบ่งมื้ออาหารออกเป็น 3 ครั้ง ได้แก่ เช้า กลางวัน เย็น
และควรจะรักษาความสมดุลในการรับประทานอาหารในแต่ละมื้อให้ดี
เพราะด้วยความเร่งรีบในชีวิตประจำวันทำให้การรับประทานอาหารอาจจะไม่ครบทั้ง 3 มื้อ
เป็นสาเหตุให้สมองไม่ได้รับสารอาหารอย่างเพียงพอ
ซึ่งในความเป็นจริงนั้นร่างกายควรได้รับทั้งสารอาหารและออกซิเจนอย่างเพียงพอ

ออกซิเจนนั้นเป็นหนึ่งในอาหารสมองที่สำคัญ แต่หลายๆ คนมักหายใจอย่างไม่มีประสิทธิภาพ
บางท่านอาจจะงงว่าเราก็หายใจกันอยู่ทุกวินาที ไฉนจึงบอกว่าไม่มีประสิทธิภาพ
แต่อย่าลืมว่าเราเพียงหายใจตามความเคยชินของตัวเองเท่านั้น
ยกตัวอย่าง สาวบางคนติดจะแขม่วหน้าท้องไว้เสมอ ก็จะทำให้หายใจไม่ลึก
แถมมนุษย์ยุคใหม่ยังมีแนวโน้มจะหายใจถี่ สั้น ตามการดำรงชีวิตที่เร่งรีบ ทำให้ร่างกายไม่ได้รับออกซิเจนอย่างเพียงพอ

เรื่องการฝึกหายใจจึงเป็นเรื่องที่คนเริ่มให้ความสนใจมากขึ้นทุกที
ดังนั้นในทุกเช้าหลังตื่นนอน ควรฝึกหายใจลึกๆ 5-10 ครั้ง ก็นับเป็นการเริ่มต้นวันที่ดี
ส่วนการนั่งสมาธิก็เป็นการฝึกหายใจได้ดีอีกวิธีหนึ่งเหมือนกัน
ไม่ว่าใครก็อยากมีสมองที่ดี ทำงานให้กับเราอย่างมีประสิทธิภาพและยืนยาวกันทั้งนั้น
ควรมาเริ่มใส่ใจดูแลและรักษา ‘สมอง’ ของเราให้อยู่คู่กับเราไปนานๆ กันดีกว่า


การบริหารสมองก็เป็นอีกทางในการเพิ่มประสิทธิภาพของสมองเหมือนการออกกำลังกายสมอง
ควรจะแบ่งเวลามาบริหารสมองด้วย

วันอังคารที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2556

กินดอกไม้ก็รักษาโรคได้นะจ๊ะ


ดอกไม้รักษาโรค
ดอกไม้สวย ๆ ที่เห็น นอกจากจะทำให้เราสดชื่น ดูสวยงามแล้วยังมีประโยชน์
ต่อร่างกายในด้านการบำรุงรักษาโรคด้วย ดังนั้นถ้ามีโอกาส ก็นำดอกไม้มาปรุงเป็นอาหาร
หรือเป็นของว่างรับประทานบ้างก็ดีนะคะ

ดอกขจร
มีประโยชน์ในการบำรุงฟัน และกระดูก
มีวิตามินเอบำรุงสายตา
มีสารต้านอนุมูลอิสระ
แล้วยังช่วยในการเร่งกระบวนการซ่อมแซมบาดแผลให้หายไวขึ้น

ดอกแค
ช่วยในระบบขับถ่าย แก้ปัญหาท้องผูก และยังป้องกันโรคมะเร็งลำไส้ได้อีกด้วย

ดอกโสน
ช่วยในการแก้ปวดมวนท้อง

ดอกอัญชัน
ช่วยเพิ่มความสามารถในการมองเห็น

หัวปลี 
ช่วยบรรเทาโรคกระเพาะอาหาร
และบำรุงเลือด ป้องกันโรคโลหิตจาง ลดน้ำตาลในเลือด

กุหลาบ
สรรพคุณทางยา:
     - ดอกกุหลาบ มีสรรพคุณบำรุงหัวใจ ขับน้ำดี
     - ผลกุหลาบ มีวิตามินซีมาก 
รักษาโรคท้องร่วง และการติดเชื้อโดยเฉพาะการติดเชื้อในกระเพาะปัสสาวะ   ช่วยให้ไตแข็งแรง   วิตามินซีจากผลกุหลาบช่วยป้องกันและรักษาไข้หวัด   บรรเทาอาการปวดศีรษะ ช่วยให้ระบบการหมุนเวียนของโลหิตดีขึ้นที่ช่วยสร้างระบบภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย
ใช้บรรเทาอาการปวดจากโรคข้ออักเสบ 
รูมาตอยด์ 



ยี่สุ่นหรือกุหลาบมอญ
ทำให้จิตใจปลอดโปร่ง ช่วยขับเซลล์ผิวหนังที่ตายออกจากร่างกาย 
ทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่งสดใส ฟื้นฟูผิวมีน้ำมีนวลงดงาม 
ช่วยคลายความอ่อนล้า ลดความเครียด
ช่วยให้ประจำเดือนมาเป็นปกติ
ใช้เป็นยาดื่มบำรุงหัวใจ และลดเบาหวาน
ทำให้เลือดลมเดินสะดวก 
ช่วยแก้อาการช้ำในเนื่องจากหกล้มหรือถูกกระแทกได้อีกด้วย 
ชาวจีนแผ่นดินใหญ่ถือเป็น ยอดยาอายุวัฒนะสำหรับสตรี
ดอกเข็มแก้อาการตาแดง ตาแฉะ  

ดอกทานตะวัน ช่วยบรรเทาอาการหลอดลมอักเสบ
ช่วยบรรเทาอาการปวดประจำเดือน  ปวดหัว ปวดฟัน ปวดท้อง
แก้โรคกระเพาะ ปัสสาวะขัด

ดอกบัว
เป็นยาอายุวัฒนะของไทย
แก้ปวดหัว วิงเวียน และกระตุ้นการไหลเวียนเลือด
แก้ไข้ ขับเสมหะ  แก้โรคนอนไม่หลับ

อย่างไรก็ดีการรับประทานสมุนไพรหรืออาหารเป็นยา ต้องกินเป็นประจำและต่อเนื่อง
เพื่อการเห็นผลในการรักษาสุขภาพ