การลดความอ้วนด้วยกล้วย จากสูตรของคุณฮามาจิ
การลดความอ้วนด้วยกล้วย
โดย คุณฮามาจิ
โดย คุณฮามาจิ เป็นคนที่มีปัญหาเรื่องความอ้วน ซึ่งมีน้ำหนักตัว 80 กิโล
ซึ่งได้ทำการลดความอ้วนมาแล้วหลายวิธี รวมทั้งการออกกำลังกายอย่างหนัก
และจากที่น้ำหนักตัว 80 กิโล ลดมาได้ 74 กิโล แต่ถึงแม้จะออกกำลังกายอย่างหนักแล้วก็ตาม
น้ำหนักที่ลดมาได้ถึง 74 กิโล ก็ไม่ลดลงอีก ซึ่งเป็นปัญหาของคนอ้วนทั่วๆ ไป
ที่เมื่อลดน้ำหนักไปได้ซักระยะหนึ่งแล้วจะลดน้ำหนักอีกไม่ได้
ดังนั้นคุณฮามาจิ จึงได้จัดสูตรให้เข้ากับการทำงานของร่างกาย
โดยใช้วิธีแบบค่อยเป็นค่อยไป ไม่ต้องอดไม่ต้องทน ไม่เปลืองเวลา ไม่เปลืองเงิน
ซึ่งโดยปกติแล้วร่างกายของคนเราจะใช้เวลาในการย่อยอาหารแต่ละอย่างไม่เท่ากัน
เช่น
ผลไม้ ในผลไม้มีเอนไซน์ ที่ใช้ในการย่อยอาหาร ซึ่งต้องใช้เวลา 15นาที ในการย่อย
ส่วนแป้ง ต้องใช้เวลา 3 ชั่วโมงในการย่อย และจะทำให้น้ำย่อยมีสภาพเป็นด่าง
ยิ่งเป็นโปรตีนด้วยแล้วร่างกาย ต้องใช้เวลาถึง 10 ชั่วโมงในการย่อย และทำให้น้ำย่อยมีสภาพเป็นกรด
และถ้าเรารับประทาน โปรตีน +แป้ง บ่อย ๆ
จะทำให้ระบบการย่อยอาหารไม่ดี
อาหารที่เรารับประทาน โดยปกติแบ่งได้ 3 กลุ่ม
เป็นกลุ่มที่ให้พลังงานแก่ร่างกาย
โดยที่กระบวนการเผาผลาญในร่างกายดูดซึมและย่อยได้ในที่ต่างกัน
คาร์โบไฮเดรท จะถูกย่อยและดูดซึมในลำไส้เล็ก
โปรตีน จะถูกย่อยที่กระเพาะอาหารของเราได้
ไขมัน จะย่อยและดูดซึมในลำไส้เล็ก
ส่วน กล้วย ที่มีคาร์โบโฮเดรท
จะถูกย่อยและดูดซึมที่ลำไส้เล็กเป็นบางส่วน และส่วนที่เหลือจะผ่านไปดูดซึมต่อที่ลำไส้ใหญ่
ซึ่งมีผลให้ช่วยลดแคลอรี่ได้บางส่วน
ซึ่งวิธีการกินกล้วยลดความอ้วนนั้น ให้เริ่มโดย
1.การกินกล้วยหอมอย่างเดียวในมื้อเช้า และเคี้ยวให้ละเอียด
โดยปล่อยให้ลิ้นได้รับรสอร่อยของกล้วย
จะกินกี่ลูกก็ได้ 1-2 ลูกแล้วแต่ร่างกายต้องการ
ส่วนคนที่ไม่ชอบกินกล้วยหอมจริงๆจะเลือกกินผลไม้อื่นก็ได้
แต่ให้เป็นชนิดเดียวอย่ากินปนกันหลายอย่าง
2.ทานน้ำเปล่า ในอุณหภูมิห้องปกติ และจิบน้ำบ่อยๆ ตลอดวัน
ซึ่งการทานน้ำนั้น มีข้อดีคือ น้ำจะเข้าไปทดแทนการสูญเสียน้ำในร่างกาย
ปกติร่างกายของคนเรามีการสูญเสียน้ำตลอดเวลา
และน้ำทำให้อิ่มเพิ่มมากขึ้น ในน้ำมีสารอาหารซึ่งช่วยเพิ่มปริมาณสารอาหารมากขึ้น
ในกรณีของคนลดน้ำหนัก
จะเกิดภาวะเซลส์เหี่ยว
ซึ่งการทานน้ำจะช่วยป้องกันการเหี่ยวของเซลส์ในร่างกาย
ซึ่งน้ำเปล่าจะถูกดูดซึมและนำมาใช้ได้ทันที โดยที่ร่างกายไม่ต้องผ่านกระบวนการย่อย
แต่ถ้ายังหิวอีกหลังจากที่ทานน้ำแล้ว ให้เว้นช่วง ไปประมาณ 15-30 นาที
ก็รับประทานข้าวได้
ควรเน้น ประเภทข้าวจะดีกว่า
3.มื้อเที่ยง รับประทานอะไรก็ได้
แต่ขอให้เคี้ยวให้ละเอียด รับรสชาดอาหารให้เต็มที่
เพราะถ้าเราทานอาหารกลางวันน้อยๆ จะมีผลทำให้เราก็อยากจะทานขนมมากขึ้น
4.ขนมของว่าง ทานตอนบ่าย 3 ทานได้วันละ 1 ครั้ง เท่านั้น
ที่ให้กินตอนบ่าย 3 เพราะให้เวลากระเพาะอาหารจะได้ย่อยอาหารตอนเที่ยงได้บ้างบางส่วน
กินของว่างได้ทุกวันหากต้องการ แต่เพื่อไม่ให้กินมากเกินไป
ควรกิน 1 อย่างต่อวันก็พอ
เแนะนำให้กิน Chocolate หรือ ขนมญี่ปุ่น ( ประเภทที่ทำจากแป้ง ถั่ว น้ำตาล)
พวกไอศกรีม โดนัท มันฝรั่งทอด นานๆครั้งดีกว่า
แต่ถ้าอยากให้เห็นผลเร็ว ให้เลือกกินผลไม้ แต่เลือกกินชนิดเดียวกันเท่านั้นจะเห็นผลดีกว่า
หลีกเลี่ยง คุ้กกี้ ไอศครีม ได้จะดีมาก
5.อาหารเย็น 6 โมงเย็น ไม่ควรเกิน 2 ทุ่ม
ควรเป็นอาหารที่ย่อยง่าย ๆ จะได้หลับสบาย
6.ควรออกกำลังกายบ้าง
และไม่ต้องหักโหม
เอาแต่พอดี แบบที่ร่างกายรับได้
อย่างเช่นการเดินแกว่งแขน ก็ได้
7.การจดบันทึก
การรับประทานอาหาร เช้า กลางวันเย็น
การขับถ่าย วันละกี่ครั้ง
น้ำหนักเท่าไหร่
อันนี้เป็นตัวอย่าง ไดอารี่ ของคุณฮามาจิ
จากหนังสือหน้า 103
มื้อเช้า 7:10 กล้วย 2 ลูก,น้ำเปล่า
มื้อกลางวัน 12:00
ข้าวกล่องเอามาเอง (จดละเอียดว่าอะไรบ้าง),
ไก่ทอด 2 ชิ้น, น้ำเปล่า
อาหารว่าง 15:00 ช็อกโกแลตบาร์ครึ่งแผ่น, น้ำเปล่า
มื้อเย็น 19:00 ข้าวแกงกะหรี่ 1 จาน, สลัดมันฝรั่ง, ซุป, น้ำเปล่า
มื้อดึก 21:00 ส้ม 2 ลูก, น้ำเปล่า
เวลานอน 23:30
ออกกำลังกาย
หายใจเข้าออกลึกๆ ก่อนอาหาร
การถ่าย ดีมาก
น้ำหนัก 59.8 กิโล เทียบกับอาทิตย์ที่แล้ว -0.5 โล
ข้อคิดเห็น
วันนี้งานยุ่งมากๆ สงสัยช่วงนี้ต้องทำโอทีซักหน่อยแล้ว
วันนี้หายใจเข้าออกลึกๆ ก่อนอาหารได้ครบทุกมื้อ
เคี้ยวข้าวละเอียดๆค่อยๆให้ลิ้นรับรู้รสชาดได้แล้ว
จะเห็นว่าเค้าจดละเอียดเหมือนกันว่า
กินอะไรตอนไหนอย่างไร
ข้อดีคือ
ได้บันทึกน้ำหนักทุกวันนี่ว่าเท่าไหร่แล้ว และก็รู้ด้วยว่ากินอะไรไปบ้าง
พอถึงตรงออกกำลังกายจะได้รู้ว่าวันนี้ได้ทำรึยัง
ข้อคิดเห็นก็จะบอกได้ว่า วันนี้เครียดมาก หรือ น้อยยังไง
เพราะมีผลต่อการไดเอ็ท
8.นอนก่อนเที่ยงคืน
ถ้าหิว มื้อดึก ไม่ควรเกิน 2 ทุ่ม
ก่อนนอน ควรกินผลไม้แทน
เพราะช่วงเวลานอนจะเป็นช่วงที่การทำงานของร่างกายจะสมบูรณ์ที่สุด
ซึ่งจะมีโฮโมนบางอย่างจะไม่ทำงานตอนเรานอนและโฮโมนบางอย่างจะทำงานตอนเรานอน
และสารเมลาโทนินที่ร่างกายผลิตออกมาจะมีผลต่อคนนอนน้อย ทำให้กินเยอะขึ้น
ทำให้การเผาผลาญพลังงานผิดไป มีผลทำให้อ้วนขึ้นได้อีก
จากผลการลดน้ำหนักของคุณฮามาจิ 80 ลด 74 แล้วไม่ลดถึงแม้จะออกกำลังกายเยอะมาก
แต่หลังจาก 6 เดือน ที่เริ่มใช้กล้วยลดน้ำหนัก ทำให้น้ำหนักลดไปอีก 13 กิโล เหลือ 61 กิโล
ใครสนใจอ่านเพิ่มเติมก็ไปหาหนังสือของคุณฮามาจิมาอ่านได้นะ
หนังสือที่จะช่วยให้คุณลดน้ำหนักอย่างได้ผล
แถมยังมีสุขภาพผิวพรรณที่ดี มีสมาธิ
และดูอ่อนกว่าวัยอย่างน่าอัศจรรย์ด้วย "กล้วย"
มื้อเช้าในทุกๆ วัน
ชื่อหนังสือ ผอมสวยกล้วยช่วยคุณได้ โดย hamachi
ภาพประกอบอินเตอร์เนต
รวบรวมความรู้หลายๆด้าน การบริการ ความสวยความงาม ความสุขจากการทำกิจกรรมต่างๆ มาไว้ให้มากที่สุด
วันพุธที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2556
วันพุธที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2556
ครีมหน้าขาว ครีมหน้าใส ครีมมาร์คหน้าขาว ดียังไง
ความงามคู่กับผู้หญิงอยู่แล้ว วันนี้มีเคล็ดลับดี ๆ เกี่ยวกับครีม
ครีมหน้าขาว ครีมหน้าใส ครีมมาร์คหน้าขาว มาฝากกันค่ะ
ครีมหน้าขาวที่สาว ๆ ใฝ่ฝันนั้นโดยทั่วไปตามท้องตลาด จะมีเป็นจำนวนมาก
จนไม่รู้ว่าจะตัดสินใจเลือกชนิดไหนดี อันดับแรก ก็ควรจะดูว่ามี อย. หรือไม่
และก็ควรเข้าใจด้วยว่า แท้จริงแล้วครีมหน้าขาวนั้น คือ ครีมปรับสภาพผิวขาว
หรือครีมกันแดด โดยมีสารที่จะไปช่วยในการสกัดกั้นรังสียูวี ไม่ให้ไปกระตุ้นการสร้างสีผิว
ที่ดำคล้ำ และครีมหน้าขาวบางชนิด ก็ใส่พวกวิตามินลงไปด้วย
ครีมหน้าใส
ก็จะมีส่วนผสมของมอย์เจอร์ไรเซอร์ที่ช่วยในการให้ความชุ่มชื่นแก่ผิว
สำหรับไวรุ่นนั้นมีจำนวนคอลลาเจนเยอะก็จะมีความชุ่มชื่นในผิวเยอะกว่าคนสูงอายุ
ถ้าผิวไม่มีความชุ่มชื่นก็จะทำให้ผิวแห้ง และเหี่ยวย่นไว ทำให้เกิดริ้วรอยแก่ก่อนไว
ส่วนครีมมาร์คหน้าขาว เป็นการทำทรีตเม้นทบำรุงผิวหน้า
ช่วยให้ผิวได้พักผ่อน ให้ความชุ่มชื้นแก่ผิว อย่างล้ำลึก
ทำให้ผิวพรรณกระจ่างใส และนุ่มชุ่มชื่นมากกว่าการบำรุงเพียงอย่างเดียว
ขอคอนเฟริมเลยคะ ว่า โอกาสแพ้น้อยมาก ซึ่งเราจะดูที่ส่วนผสมของมัน
ทีละขั้น ว่ามีพวกแอลกอฮอลล์เจือปนมั้ย มีกรดอะไรบ้าง
ซึ่งรายละเอียดด้านล่างนี้ คือ เหตุผลว่าเพราะอะไร รอยดำจึงหาย
รอยแดงจึงหาย และ ทำไมหน้าขาว สดใส ตามด้านล่างเลยคะ
จากข้อมูลทั้งหมดทั้งมวลที่ยกมา ทำให้พอจะรู้สารประกอบคร่าวๆ ว่า
ช่วยลดรอยดำ รอยแดง รอยเหี่ยวย่น ทำให้หน้าขาวขึ้น ลดสิว และ โอกาสแพ้่ำ
สินค้า ชิ้นนี้เป็นแบรนด์จากประเทศฝรั่งเศส และ นำสูตรที่ได้รับมาผลิตในประเทศไทย
เผื่อลดค่าใช้จ่าย โดยมีการซื้อ-ขาย สูตรอย่างถูกต้อง
รวมทั้งได้รับการรับรองจาก อ.ย. หมายเลข 10-1-5533528
ครีมหน้าขาว ครีมหน้าใส ครีมมาร์คหน้าขาว มาฝากกันค่ะ
ครีมหน้าขาวที่สาว ๆ ใฝ่ฝันนั้นโดยทั่วไปตามท้องตลาด จะมีเป็นจำนวนมาก
จนไม่รู้ว่าจะตัดสินใจเลือกชนิดไหนดี อันดับแรก ก็ควรจะดูว่ามี อย. หรือไม่
และก็ควรเข้าใจด้วยว่า แท้จริงแล้วครีมหน้าขาวนั้น คือ ครีมปรับสภาพผิวขาว
หรือครีมกันแดด โดยมีสารที่จะไปช่วยในการสกัดกั้นรังสียูวี ไม่ให้ไปกระตุ้นการสร้างสีผิว
ที่ดำคล้ำ และครีมหน้าขาวบางชนิด ก็ใส่พวกวิตามินลงไปด้วย
ครีมหน้าใส
ก็จะมีส่วนผสมของมอย์เจอร์ไรเซอร์ที่ช่วยในการให้ความชุ่มชื่นแก่ผิว
สำหรับไวรุ่นนั้นมีจำนวนคอลลาเจนเยอะก็จะมีความชุ่มชื่นในผิวเยอะกว่าคนสูงอายุ
ถ้าผิวไม่มีความชุ่มชื่นก็จะทำให้ผิวแห้ง และเหี่ยวย่นไว ทำให้เกิดริ้วรอยแก่ก่อนไว
ส่วนครีมมาร์คหน้าขาว เป็นการทำทรีตเม้นทบำรุงผิวหน้า
ช่วยให้ผิวได้พักผ่อน ให้ความชุ่มชื้นแก่ผิว อย่างล้ำลึก
ทำให้ผิวพรรณกระจ่างใส และนุ่มชุ่มชื่นมากกว่าการบำรุงเพียงอย่างเดียว
หยุดความหมองคล้ำที่สาเหตุหน้าหมองคล้ำ
ด้วยครีมหน้าขาว สวยใสได้ทุกมุมมองโดยไม่ต้องศัลยกรรม
นวัตกรรมเหนือระดับเพื่อผิวขาวเนียน
จากคล้ำเป็นออร่า ผิวเปล่ง
จุดด่างดำจางลง ผิวขาว กระจ่างใส
ผ่องใส ดูเด่น เห็นผลไว มี อย.
ด้วยครีมหน้าขาว สวยใสได้ทุกมุมมองโดยไม่ต้องศัลยกรรม
นวัตกรรมเหนือระดับเพื่อผิวขาวเนียน
จากคล้ำเป็นออร่า ผิวเปล่ง
จุดด่างดำจางลง ผิวขาว กระจ่างใส
ผ่องใส ดูเด่น เห็นผลไว มี อย.
อยาก หน้าสวยขาวใส เนียบเรียบขึ้น เห็นผลลัพท์ทันทีตั้งแต่ครั้งแรกที่ใช้ ว่าหน้าเนียนเรียบขึ้น รอยแดง รอยดำ ดูจางลง ผิวขาวใสขึ้น ที่สำคัญ แต่หน้าง่ายขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เพีัยงแค่แต่งหน้าบางๆก็สวยได้เต็มพิกัด แถมยังช่วยในเรื่องของสิวที่เป็นตัวปัญหา พร้อมทั้งจัดการรอยสิวได้ โดยพิสูจน์แล้วจากผู้ใช้เกิน 300 ราย !!
ส่วนผสม ครีมคอลลาเจน Hy Ya Sleep Mask
มีบางคนกลัวที่จะแพ้ และทางทรายที่คลุกคลีกับพวกครีมขอคอนเฟริมเลยคะ ว่า โอกาสแพ้น้อยมาก ซึ่งเราจะดูที่ส่วนผสมของมัน
ทีละขั้น ว่ามีพวกแอลกอฮอลล์เจือปนมั้ย มีกรดอะไรบ้าง
ซึ่งรายละเอียดด้านล่างนี้ คือ เหตุผลว่าเพราะอะไร รอยดำจึงหาย
รอยแดงจึงหาย และ ทำไมหน้าขาว สดใส ตามด้านล่างเลยคะ
ALPHA-ARBUTIN
เป็นสารสกัดที่ได้จากพืชหลายชนิด เป็นตัว Whitening
ที่เห็นผลดีมาก
ในเรื่องของการรักษารอยดำ และ ช่วยทำให้ผิวหน้าขาว
เนื่องจากมีโมเลกุลขนาดเล็ก ทำให้ผิวหน้าดูดซึมได้ดี
มีผลการวิจัยรองรับในเรื่องของอัตราการแพ้ที่ต่ำ
พบได้ไม่ถึง 0.1% หรือ ต่ำกว่า 1 ใน 1000 ราย
ในเรื่องของการรักษารอยดำ และ ช่วยทำให้ผิวหน้าขาว
เนื่องจากมีโมเลกุลขนาดเล็ก ทำให้ผิวหน้าดูดซึมได้ดี
มีผลการวิจัยรองรับในเรื่องของอัตราการแพ้ที่ต่ำ
พบได้ไม่ถึง 0.1% หรือ ต่ำกว่า 1 ใน 1000 ราย
COLLAGEN
ถ้าเอาไปดื่มคงไม่เวริค์นัก แต่มีงานวิจัยออกมาว่า
หากรับประทานคู่กับสารบางชนิดที่อยู่ในแอปเปิ้ล
จะทำให้ร่างกายดูดซึมได้ แต่แค่บางส่วน
สมมุติคอลลาเจน 10000mg ทานจริงคงดูดได้ไม่ถึง 500 mg
(อันนี้จำแหล่งอ้างอิงข้อมูลไม่ได้นะคะ แต่ถ้าค้นๆตามวารสารของผู้หญิง
น่าจะเคยได้ยินเรื่องนี้กันมาบ้าง) ดังนั้นการใช้คอลลาเจนมาพอกหน้า
จะดูดซึมได้ดีกว่าคะ (ข้อมูลตรงนี้ผิดพลาดประการใดขออภัย
เนื่องจากงานวิจัยเกี่ยวกับคอลลาเจน หาอ่านลำบาก
เลยต้องอ่านเอาจากวารสารของผู้หญิง ที่สรุปโดยย่อมาแล้ว) แต่โดยรวม
ไอ้ตัวนี้ละที่ทำให้หน้าสดชื่น เหมือนนอนเต็มอิ่ม
หากรับประทานคู่กับสารบางชนิดที่อยู่ในแอปเปิ้ล
จะทำให้ร่างกายดูดซึมได้ แต่แค่บางส่วน
สมมุติคอลลาเจน 10000mg ทานจริงคงดูดได้ไม่ถึง 500 mg
(อันนี้จำแหล่งอ้างอิงข้อมูลไม่ได้นะคะ แต่ถ้าค้นๆตามวารสารของผู้หญิง
น่าจะเคยได้ยินเรื่องนี้กันมาบ้าง) ดังนั้นการใช้คอลลาเจนมาพอกหน้า
จะดูดซึมได้ดีกว่าคะ (ข้อมูลตรงนี้ผิดพลาดประการใดขออภัย
เนื่องจากงานวิจัยเกี่ยวกับคอลลาเจน หาอ่านลำบาก
เลยต้องอ่านเอาจากวารสารของผู้หญิง ที่สรุปโดยย่อมาแล้ว) แต่โดยรวม
ไอ้ตัวนี้ละที่ทำให้หน้าสดชื่น เหมือนนอนเต็มอิ่ม
CENTELLA ASIATICA LEAF EXTRACT
สารสกัดจากใบบัวบก ช่วยลดการอักเสบของสิว และ รอยดำ
เป็นสรรพคุณที่ได้รับการการันตีมาอย่างยาวนาน
แต่ปรกติคงเข้าใจว่า มันช่วยแก้ช้ำในเนาะ
เป็นสรรพคุณที่ได้รับการการันตีมาอย่างยาวนาน
แต่ปรกติคงเข้าใจว่า มันช่วยแก้ช้ำในเนาะ
GLYCOLIC ACID
กรด GLYCOLIC ช่วยในเรื่องการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน
มีทั้งการช่วยกระตุ้น และ มีส่วนที่เติม ทำให้ร่างกายสามารถผลิตคอลลาเจนอย่างต่อเนื่อง
มีทั้งการช่วยกระตุ้น และ มีส่วนที่เติม ทำให้ร่างกายสามารถผลิตคอลลาเจนอย่างต่อเนื่อง
NIACINAMIDE
เห็นเค้าว่าช่วยฆ่าเชื้อสิวนะ แต่ทรายไม่ค่อยเป็นสิวเลยไม่คอนเฟริม
แต่ดูจากหน้าของอาสาสมัคร คิดว่ามันได้ผลนะ
แต่ดูจากหน้าของอาสาสมัคร คิดว่ามันได้ผลนะ
Shallot EXTRACT
สารสกัดจากหอมแดง อันนี้ช่วยเรื่องรอยแดงบนใบหน้า
ถึงขั้นมีเซรั่มหอมแดงออกมาแล้ว ช่วยเรื่องรอยแดงได้จริงๆคะ
ถึงขั้นมีเซรั่มหอมแดงออกมาแล้ว ช่วยเรื่องรอยแดงได้จริงๆคะ
SODIUM HYALURONATE
อันนี้ทำให้หน้าชุ่มชืื้น ไม่แห้งนะจ๊ะ
จากข้อมูลทั้งหมดทั้งมวลที่ยกมา ทำให้พอจะรู้สารประกอบคร่าวๆ ว่า
ช่วยลดรอยดำ รอยแดง รอยเหี่ยวย่น ทำให้หน้าขาวขึ้น ลดสิว และ โอกาสแพ้่ำ
สินค้า ชิ้นนี้เป็นแบรนด์จากประเทศฝรั่งเศส และ นำสูตรที่ได้รับมาผลิตในประเทศไทย
เผื่อลดค่าใช้จ่าย โดยมีการซื้อ-ขาย สูตรอย่างถูกต้อง
รวมทั้งได้รับการรับรองจาก อ.ย. หมายเลข 10-1-5533528
วันอาทิตย์ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2556
หัดภาษาอังกฤษจากเพลง
คนที่อยากเก่งภาษาอังกฤษนั้น มีหลายวิธีในการเรียนภาษาอังกฤษให้เก่ง
แต่ว่าโดยส่วนมากคนไทยอย่างพวกเรานั้น การเรียนภาษาอังกฤษนั้นขอบอกว่า
เรียนมาตั้งแต่เด็กยันแก่ ก็ยังไม่กล้าพูดไม่ได้ เขียนไม่เก่ง เรื่องภาษานั้น
สามารถเก่งได้ถ้าขยันฝึกฝน หมั่นเรียนรู้ กล้าพูด
การฝึกที่ดีที่สุด ก็คือการดูหนังฟังเพลง จะช่วยให้เราจำได้ง่ายขึ้น
อย่างเพลงที่นำมานี้ ก็ใช้ภาษาที่ฟังง่าย ๆ
Peter,Paul & Mary - Puff The Magic Dragon
ด้วยสำเนียงและดนตรีที่ฟังสบาย ๆ
และอีกเพลง
THAT'S THE WAY IT IS (LYRICS)
- CELINE DION
เพลงนี้มีเนื้อร้องให้เราด้วย ซึ่งการฝึกภาษาอังกฤษจากการฟังเพลง ถ้าเป็นคนที่มีพื้นฐานภาษาอังกฤษมาบ้างก็จะดีมาก
Take me to your heart
และมีอีกหลายเพลง ส่วนมากเป็นเพลงที่มีคำศัพท์ไม่ยากจนเกินไป และมีสำเนียงฟังง่าย
Eternity
When you say nothing at all
Better man
Just the way you are
Deep Down
Fool again
Free loop
Have I told you lately
How deep is your love
How Do I live
If you come back
My heart will go on
I Believe I can fly
I don't know why
I'm your
ยังมีเพลงอีกมากมาย ที่ฟังง่าย ๆ
การฟังที่ดีนั้น ก็ควรค้นหาความหมายคำแปล
เนื้อหาในเพลงนั้น ๆ เพื่อให้เกิดทักษะ
ในเรื่องของการออกเสียง หรือ
ในเรื่องการฟังสำเนียง
วันจันทร์ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2556
อโรมาเทอราปี...การใช้กลิ่นบำบัด..เลือกกลิ่นตามเดือนเกิด
ความรู้ทางการแพทย์ด้วยการใช้กลิ่นบำบัดมาจาก ชาวกรีกโบราณ
และได้พัฒนาความรู้เกี่ยวกับอโรมาออยล์และน้ำมันหอมแพร่กระจาย จนได้รับความนิยมมากขึ้น
ในการแพทย์สาขาอายุรเวทการแพทย์แผนโบราณของอินเดีย
การนำกลิ่นหอมมาผสมกับน้ำมันหรือครีม-ไขมันสัตว์ต่างๆ นั้น
เป็นที่รู้จักและใช้กันมานานแล้ว แต่การใช้อโรมา (กลิ่นหอม) ในสมัยโบราณ
ก็ยังไม่มีการค้นคว้าอย่างจริงจัง ถึงคุณสมบัติและสรรพคุณของสารหอมและที่มาของแต่ละชนิด
คำว่า AROMA THERAPY อโรมา-เธอราปี คืออะไร ?
AROMA (อโรมา) แปลว่า กลิ่น กลิ่นหอม
THERAPY (เธอราปี) แปลว่า การบำบัดรักษา
AROMA THERAPY (อะโรมา-เธอราปี) หมายถึง การบำบัดรักษาโรคโดยใช้กลิ่นหอม
คำว่า AROMA THERAPY (อโรมา-เธอราปี) ถูกนำมาใช้เป็นครั้งแรก
โดยนักเคมีชาวฝรั่งเศส ชื่อ RENE MAURICE GATTEFOSSE (เรเน มอริช กัดฟอส)
เมื่อปี ค.ศ.1928 อโรมา-เธอราปี จะเป็นการนำประโยชน์ของน้ำมันหอมระเหย
ที่ทำให้ร่างกาย และจิตใจอารมณ์เกิดความสมดุล
หลักการนี้ถูกนำมาศึกษา
โดยใช้หลักทางสรีรศาสตร์ที่มนุษย์สามารถสัมผัสรับกลิ่น (OLFACTORY NERVES)
ซึ่งอยู่เหนือโพรงจมูก (NASAL CAVITY) เมื่อกลิ่นต่างๆ จากโมเลกุลของละอองเกสรดอกไม้
ผ่านกระเปาะรับกลิ่น (OLFACTORY BULBS) ที่ต่อกับลิมบิค ซีสเต็ม (LIMBIC SYSTEM)
ซึ่งเป็นสมองส่วนควบคุมอารมณ์และความทรงจำ
โดยปกติแล้วระบบทางเดินหายใจ
จะเริ่มต้นจากการหายใจเข้า (INHALE) และหายใจออก (EXHALE)
เพื่อให้เลือดดูดซับออกซิเจนที่สูดเข้าไป และเปลี่ยนสภาพและสร้างเป็นพลังงานให้ร่างกาย
หากอากาศที่ผ่านเข้าสู่สมองและปอดไม่บริสุทธิ์ เช่น อากาศเสียจากท่อไอเสีย
จากบุหรี่ จากสารพิษ ฯลฯ ก็จะทำให้สารพิษที่ปนอยู่ในอากาศเสียนั้น
ตกค้างอยู่ในระบบทางเดินหายใจ และมีผลกระทบต่อระบบประสาท
ลิมบิค ซีสเต็ม เป็นผลทำให้ อารมณ์ และความทรงจำแปรปรวนไปด้วย
การทำงานของระบบทางเดินหายใจ และระบบรับกลิ่นทำงานเช่นเดียวกันทั้งกลิ่นดีและกลิ่นเสีย
ดังนั้น กลิ่นหอมที่สูดดมเข้าร่างกายก็เช่นกัน และด้วยหลักการเดียวกันนี้เอง
น้ำมันหอมระเหยที่ถูกสกัดจากพืชสมุนไพรหลากหลายชนิด
จึงได้ถูกค้นคว้าวิจัยเพื่อ นำมาบำบัดรักษาโรคต่างๆ เพราะคุณสมบัติที่แตกต่างกัน ของพืชสมุนไพร
ซึ่งผ่านการค้นคว้ามาแล้วจากหลายสถาบัน หลายอารยธรรม หลายช่วงกาลเวลาถูกสั่งสมมานาน
จนทำให้คุณค่าของความรู้ ทางด้านน้ำมันหอมระเหยมีประสิทธิภาพสูงขึ้น
และด้วยคุณสมบัติในน้ำมันระเหยนี้ สามารถนำมาใช้โดยการนวด ให้ซึมผ่านผิวหนัง
บางชนิดก็เป็นสารสกัดเป็นสารสกัดที่กำจัดแบคทีเรียได้ บ้างก็ช่วยแก้ภูมิแพ้ ที่ผิวหนัง
ช่วยกระชับผิวให้เต่งตึง ส่วนกลิ่นที่ได้จากสารสกัดสุมนไพรนี้
จะช่วยกระตุ้นเปลี่ยนสภาพอารมณ์และจิตใจ เมื่อกลิ่นผ่านระบบประสาทลิมบิค ซีสเต็ม
เช่น ช่วยให้สงบ ช่วยให้ผ่อนคลาย ช่วยให้กระปรี้กระเปร่า ช่วยคลายเครียด
ช่วยลดความกระวนกระวายใจ ฯลฯ
ศาสตร์การบำบัดความเครียด โดยใช้ความหอมของสมุนไพรนานาชนิดนี้
เป็นเครื่องมือ หรือที่เราเรียกว่า อโรมาเทอราปี นั่นเอง
แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าเราควรเลือกใช้น้ำมันหอมระเหยอย่างไรให้เหมาะสมกับตัวเรา
การเลือกกลิ่นหอมของน้ำมันหอมระเหยก็สามารถเลือกได้ตามความชอบ
แต่ถ้าคนไหนที่ยังหากลิ่นที่ถูกใจและเหมาะสมกับตนเองไม่ได้
ให้ใช้หลักการง่ายๆ โดยการเลือกกลิ่นของน้ำมันหอมระเหยตามเดือนเกิดของตนเอง
![]() |
| กลิ่นRos |
![]() |
| กลิ่น Lavender |
![]() |
| กลิ่น Vanilla |
ทั้ง 3 กลิ่นนี้เหมาะกับผู้ที่เกิดเดือนสิงหาคม กันยายน ตุลาคม
![]() |
| กลิ่น Camomile |
![]() |
| กลิ่น Chrysantemum |
![]() |
| กลิ่นApple |
![]() |
| กลิ่น Cinnamon |
กลิ่น Camomile,Chrysantemum, Apple และ Cinnamon
เหมาะกับผู้ที่เกิดเดือนพฤศจิกายน ธันวาคม มกราคม กุมภาพันธ์ มีนาคม เมษายน
![]() |
| กลิ่น Orange |
![]() |
| กลิ่น Ginger |
กลิ่น Orange และ Ginger
เหมาะกับผู้ที่เกิดเดือนกุมภาพันธ์ มีนาคม เมษายน พฤษภาคม มิถุนายน กรกฎาคม
![]() |
| กลิ่น Lemonglass |
![]() |
| กลิ่นSpearmint |
กลิ่น Lemonglass, Spearmint
เหมาะกับผู้ที่เกิดเดือนพฤษภาคม มิถุนายน กรกฎาคม
| กลิ่นSaffron |
![]() |
| กลิ่นHibicust |
![]() |
| กลิ่นCherry |
กลิ่น Lemongrass Saffron Hibicust Cherry
เหมาะกับผู้ที่เกิดเดือนพฤษภาคม มิถุนายน กรกฎาคม สิงหาคม กันยายน ตุลาคม
กลิ่น Cherry กลิ่นChrysanthemum
เหมาะกับผู้เกิดเดือนกุมภาพันธ์ มีนาคม เมษายน
การเลือกใช้น้ำมันหอมที่เหมาะกับตัวเรา
จะส่งผลโดยตรงต่อระบบประสาทและการทำงานอันซับซ้อนทางอารมณ์ของเรา
จะก่อให้เกิดพลังงานในตัวเรา และเกิดเป็นแรงในการทำงาน
ในทางตรงกันข้ามกลิ่นที่ไม่เหมาะกับเราจะส่งผลในเชิงลบ
ร่างกายจะหมดเรี่ยวแรง หรือหน้ามืดได้เลยทีเดียว
ที่มา สำนักการแพทย์ทางเลือก
ที่มา ไทยโพสต์
ภาพประกอบอินเตอร์เน๊ท
วันศุกร์ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2556
เพลงที่ฟังแล้วช่วยให้อยากลดน้ำหนัก
เพลงส่งเสริมการออกกำลังกายเผาผลาญไขมันให้คุณได้
เพราะเสียงดนตรีสามารถกระตุ้นความรู้สึกส่งผ่านทางร่างกาย
การพยายามนึกถึงจังหวะเพลงในใจระห่วางการวอร์มอัพร่างกาย
ก็ช่วยกระตุ้นให้อยากออกกำลังกายด้วยเช่นกัน
งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยบรู เนล ในลอนดอน
ระบุว่า ช่วงจังหวะความเร็ว หรือ Tempo ที่จังหวะ 125-140 บีท ของเพลง
หลายเพลงมีส่วนช่วยกระตุ้นพลังในร่างกายเรา
ให้เกิดความคึกคักขึ้น เป็นพิเศษ เพราะช่วยเพิ่มปริมาณออกซิเจน
และเพิ่มความแข็งแกร่งให้ร่างกาย
ซึ่งนั่นมีส่วนช่วยกระตุ้นให้เราเกิดความรู้สึกอยากขยับแข้งขาออกกำลังกาย ได้
ถ้าอยากผอมก็ฟังบ่อยๆ ก็คงช่วยได้
เพลงที่ว่านี้ ได้แก่
1.The Black Eyed Peas เพลง Boom Boom Pow (131 บีท/นาที)
2.Calvin Harris featuring Tinie Tempah
เพลง Drinking from Bottle (128 บีท/นาที)
3.D′Banj เพลง oliver Twist (125 บีท/นาที)
4.Kesha เพลง Die Young (128 บีท/นาที)
5.Psy เพลง Gangnam Style (132 บีท/นาที)
6.Flo Rida เพลง Let It Roll (128 บีท/นาที)
7.will.i.am featuring Britney Spears
เพลง Scream & shout (130 บีท/นาที)
8.Michael Jackson เพลง Beat It (140 บีท/นาที)
9.Lady Gaga เพลง Edge of Glory (128 บีท/นาที)
ที่มา ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
เพราะเสียงดนตรีสามารถกระตุ้นความรู้สึกส่งผ่านทางร่างกาย
การพยายามนึกถึงจังหวะเพลงในใจระห่วางการวอร์มอัพร่างกาย
ก็ช่วยกระตุ้นให้อยากออกกำลังกายด้วยเช่นกัน
งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยบรู เนล ในลอนดอน
ระบุว่า ช่วงจังหวะความเร็ว หรือ Tempo ที่จังหวะ 125-140 บีท ของเพลง
หลายเพลงมีส่วนช่วยกระตุ้นพลังในร่างกายเรา
ให้เกิดความคึกคักขึ้น เป็นพิเศษ เพราะช่วยเพิ่มปริมาณออกซิเจน
และเพิ่มความแข็งแกร่งให้ร่างกาย
ซึ่งนั่นมีส่วนช่วยกระตุ้นให้เราเกิดความรู้สึกอยากขยับแข้งขาออกกำลังกาย ได้
ถ้าอยากผอมก็ฟังบ่อยๆ ก็คงช่วยได้
เพลงที่ว่านี้ ได้แก่
1.The Black Eyed Peas เพลง Boom Boom Pow (131 บีท/นาที)
2.Calvin Harris featuring Tinie Tempah
เพลง Drinking from Bottle (128 บีท/นาที)
3.D′Banj เพลง oliver Twist (125 บีท/นาที)
4.Kesha เพลง Die Young (128 บีท/นาที)
5.Psy เพลง Gangnam Style (132 บีท/นาที)
6.Flo Rida เพลง Let It Roll (128 บีท/นาที)
7.will.i.am featuring Britney Spears
เพลง Scream & shout (130 บีท/นาที)
8.Michael Jackson เพลง Beat It (140 บีท/นาที)
9.Lady Gaga เพลง Edge of Glory (128 บีท/นาที)
ที่มา ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
บูชาขอพรพญานาคด้วยกำยาน
จากตำนานความเชื่อ เกี่ยวกับพญานาคแต่โบราณ
ในสมัยพระพุทธเจ้า มีพญานาคตนหนึ่งนั่งฟังธรรมเทศนาของพระพุทธเจ้าแล้วได้เกิดศรัทธา
จึงได้แปลงกายเป็นมนุษย์ขอบวชเป็นพระภิกษุ แต่อยู่มาวันหนึ่งเข้านอนในตอนกลางวัน
หลังจากหลับแล้วมนต์ได้เสื่อมกลายเป็นงูใหญ่ จนพระภิกษุรูปอื่นไปเห็นเข้า
ต่อมาพระพุทธเจ้าทรงทราบจึงให้พระภิกษุนาคนั้นสึกออกไป
เพราะเป็นสัตว์เดรัจฉาน นาคตนนั้นผิดหวังมาก จึงขอถวายคำว่า นาค
ไว้ใช้เรียกผู้ที่เข้ามาขอบวชในพระพุทธศาสนา เพื่อเป็นอนุสรณ์ในความศรัทธาของตน
ต่อจากนั้นมาพระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติไม่ให้สัตว์เดรัจฉาน ไม่ว่าจะเป็นนาค ครุฑ
หรือสัตว์อื่น ๆ บวชอีกเป็นอันขาด เพราะก่อนที่อุปัชฌาย์จะอุปสมบท
ให้แก่ผู้ขอบวชจะต้องถาม อัตรายิกธรรม หรือ
ข้อขัดข้องที่จะทำให้ผู้นั้นบวชเป็นพระภิกษุไม่ได้ รวม 8 ข้อเสียก่อน
ในจำนวน 8 ข้อนั้น มีข้อหนึ่งถามว่า “ท่านเป็นมนุษย์หรือเปล่า”
จึงเป็นเหตุให้มีความเชื่อที่เกี่ยวพันทั้งทางด้านศาสนาและในด้านต่าง ๆ มากมาย
เริ่มแรกก็นับถือกันในฐานะสัตว์ที่มีความดุร้าย
ต่อมาจึงได้เลื่อนฐานะเป็นเทพเจ้า
เรียกในนามว่า นาค หรือ พญานาค
จึงได้มีการบูชาเพื่อเป็นการขอพร
เพื่อให้พญานาคและวิญญาณในพื้นที่นั้นๆ สงบและมีความสุข
ทั้งยังช่วยชำระล้างพลังที่ไม่ดีภายในพื้นที่ให้บริสุทธิ์
ส่งผลให้อุปสรรคปัญหาทั้งหลายในชีวิตมลายหายไป
หรือผ่อนบรรเทาลงได้
การบูชากำยาน
ควรเริ่มทำในช่วงเย็นหลังพระอาทิตย์ตกดินแล้ว
ข้อ 1 ควรหาภาชนะที่เหมาะสมสำหรับใส่กำยาน
จุดกำยานให้ติดไฟ
หากใช้กำยานชนิดถ้วย ให้จุดไฟให้ติดในหลุมของถ้วยกำยาน
ข้อ 2 เมื่อไฟติดและเกิดควันแล้ว
ให้ตักผงกำยานหนึ่งช้อนพูนลงในถ้วยกำยานให้เต็ม
ข้อ 3 ตั้งจิตอธิษฐานพร้อมกล่าวดังๆ ว่า
ข้าพเจ้าขอถึงที่พึ่งในผู้รู้แจ้งทั้งหลาย
ข้าพเจ้าขอถวายกำยานนี้แด่ทวยเทพ
แด่ผู้ปกปักรักษาแห่งจักรวาล แด่นาค
แด่วิญญาณแห่งพิภพ ตลอดจนเจ้าที่เจ้าทาง ณ ที่แห่งนี้
โปรดรับบูชากำยานแห่งข้าพเจ้านี้ด้วยเทอญ
จากนั้นท่องบทสวดต่อไปนี้ 21 จบ หรือสวดไปเรื่อยๆ
พร้อมกับถือภาชนะใส่กำยานเดินไปให้ทั่วบริเวณบ้าน
นามา ซาร์วะ ตะถาคะตา อะวะโลกิเต
โอม ซัมบารา ซัมบารา ฮุง
ข้อ 4 ตั้งจิตอุทิศส่วนกุศล พร้อมอธิษฐานในสิ่งที่คุณปรารถนา
หรือหากกำลังประสบปัญหาใด
ก็สามารถขอพรให้นาคและวิญญาณในพื้นที่นั้นๆ
ช่วยคลี่คลาย และปกป้องคุ้มครองให้พ้นจากสิ่งชั่วร้ายต่างๆ
ที่มา มิติฮวงจุ้ย
ภาพประกอบ อินเตอร์เน๊ท
วันจันทร์ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2556
วิธีดื่มน้ำให้ถูกวิธี
วิธีดื่มน้ำให้ถูกวิธี
ร่างกายคนเรานั้นประกอบด้วยน้ำ 60 – 70 % เมื่อเทียบกับน้ำหนักตัวเรา
คนเราในแต่ละวันต้องดื่มน้ำให้ได้ปริมาณที่เหมาะสมกับน้ำหนักของตัวเอง
การรับประทานน้ำตามสูตรที่องค์การอนามัยโลกได้กำหนดเอาไว้นั้น คือ
น้ำหนักตั้งแต่ 1-50 กิโลกรัม ปริมาณน้ำต่อวัน 1,650 ซีซีหรือ 1.6 ลิตร หรือประมาณ 8 แก้ว
น้ำหนักตั้งแต่ 60 กิโลกรัม ปริมาณน้ำต่อวัน 1,980 ซีซีหรือ 1.9 ลิตร หรือประมาณ 10 แก้ว
น้ำหนักตั้งแต่ 70 กิโลกรัม ปริมาณน้ำต่อวัน 2,310 ซีซีหรือ 2.3 ลิตร หรือประมาณ 11.5 แก้ว
น้ำหนักตั้งแต่ 80 กิโลกรัม ปริมาณน้ำต่อวัน 2,640 ซีซีหรือ 2.6 ลิตร หรือประมาณ 13 แก้ว
น้ำหนักตั้งแต่ 90 กิโลกรัม ปริมาณน้ำต่อวัน 2,970 ซีซีหรือ 2.9 ลิตร หรือประมาณ 14.5 แก้ว
ทำไมต้องดื่มน้ำให้ได้ขนาดนั้น
ก็เพื่อความสมดุลของน้ำในร่างกาย เพราะร่างกายคนเราประกอบด้วยน้ำถึง 2 ใน 3 ส่วน
ถ้าร่างกายขาดน้ำ ธาตุไฟก็จะโหมกระหน่ำ ธาตุลมกำเริบ ธาตุดินก็แห้งแตกระแหง
หรือจะดูกันง่ายๆ เลือดเรานั้นต้องประกอบด้วยน้ำกว่า 60% ถ้าขาดน้ำ เลือดก็จะข้นหนืด
ทำให้เลือดไหลเวียนไปหล่อเลี้ยงร่างกายลำบาก หัวใจก็จะทำงานหนักในการสูบฉีดเลือด
เส้นเลือดบางเส้นมีขนาดเล็กมากจนต้องใช้กล้องขยายส่องดูจึงจะมองเห็น
ลองคิดดูว่า เลือดที่มันข้นหนืดจะเข้าไปในเส้นเลือดเล็กๆเหล่านั้นได้อย่างไร
ถ้าเลือดข้นแล้วเข้าไปเลี้ยงร่างกายไม่ได้ ก็ทำให้เกิดโรคต่าง ๆ
เช่น เส้นเลือดอุดตัน สมองขาดเลือด เป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต
ดังนั้น เราหันมาดื่มน้ำให้พอเพียงกับร่างกายต้องการกันดีกว่า
ดื่มน้ำตอนเช้าหลังตื่นนอน
ตื่นเช้าขึ้นมาขอแนะนำว่าอย่างแรกที่ ควรทำก่อนอย่างอื่นเลยก็คือ
ดื่มน้ำให้ได้ 2 – 5 แก้ว ดื่มน้ำอุ่นๆยิ่งดี เพราะน้ำอุ่นนั้นดื่มง่ายกว่าน้ำธรรมดา
และอุณหภูมิของน้ำที่ดื่มไม่ต่ำกว่าอุณหภูมิของร่างกายไม่เป็นการไปดึงอุณหภูมิร่างกายให้เย็นลง
ทำไมต้องดื่มน้ำก่อนแปรงฟัน บางท่านแปรงฟันเสร็จแล้วก็จะไปทำธุระอะไรต่อมิอะไรเยอะแยะ
อ่านหนังสือพิมพ์ ทานกาแฟ หรือทานข้าวเสร็จแล้วออกจากบ้านไปเลย จนลืมดื่มน้ำไป
สาเหตุที่ให้ดื่มน้ำก่อนแปรงฟันก็เพื่อป้องกันไม่ให้ท่านหลงลืมการดื่มน้ำ
หรือถ้าท่านใดรู้สึกรังเกียจขี้ฟันของตัวเองก็ดื่มหลังจากแปรงฟันเสร็จแล้ว
ก็ได้ไม่ผิดกติกาแต่อย่างใด แต่อย่าลืมดื่ม
หลีกเลี่ยงน้ำเย็น น้ำอัดลม และนม
อุณหภูมิโดยปกติของร่างกายคนเรานั้นอยู่ที่ 36-37 องศาเซลเซียส
ถ้าเราดื่มน้ำเย็นๆสัก 2 องศาเซลเซียส
น้ำเย็นจะต้องไปดึงความร้อนของร่างกายมาทำให้อุณหภูมิของน้ำเท่ากับร่างกาย
การดูดซึมจะทำงานได้ ทำให้ร่างกายสูญเสียพลังงานและเสียเวลาในการปรับสมดุลให้คืนสู่ปกติ
บางท่านเอาน้ำชาใส่กระติกน้ำแข็งแช่เย็นแล้วก็ดื่มทั้งวัน
เวลาดื่มก็ชื่นใจดี แต่เชื่อหรือไม่ว่ายิ่งดื่มมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งร้อนมากขึ้นเท่านั้น
เพราะชามีฤทธิ์เย็น แม้จะดื่มแบบร้อนก็ตาม เมื่อชาเข้าไปอยู่ในร่างกายแล้ว
ความร้อนของน้ำจะหายไป เหลือแค่ฤทธิ์ของชาซึ่งเย็น
และไม่ต้องพูดถึงว่าเมื่อเราดื่มน้ำชาแช่เย็นแล้วตัวเราจะเย็นมากขึ้นเพียงใด
เหมือนร่างกายเราถูกแช่เย็น แถมยังเกิดลมเกิดแก๊สขึ้นมาอีกต่างหาก
ส่วนน้ำอัดลมนั้น เมื่อดื่มแล้วรู้สึกเย็นซ่า ชื่นใจ จนบางคนติด ไม่ดื่มไม่ได้
จะดื่มทีก็ต้องดื่มแบบเย็นจัด ลองคิดดูว่าได้อะไรจากการดื่มน้ำอัดลมบ้าง
นอกจากความเย็น น้ำตาล สารแต่งสี สารแต่งกลิ่น มีแต่สิ่งไม่มีประโยชน์ทั้งนั้นเลย
ส่วนนม ที่หลายท่านพยายามสอนให้ลูกให้หลานดื่มกันด้วยความเชื่อว่า
นมนั้นมีประโยชน์เหลือหลาย ว่าจะทำให้ตัวโตแข็งแรง มีแคลเซียมช่วยบำรุงกระดูก
แต่เราชาวเอเชียเมื่อหย่านมแล้วร่างกายจะไม่ย่อยน้ำตาลแลกโตสในนม
และสารเคซินในนมจะเหนียวจับตัวเป็นลิ่มเป็นก้อน
ทำให้กระเพาะอาหารทำการย่อยสารเหล่านี้ลำบาก และยิ่งนิยมดื่มนมที่มีรสหวาน
ดื่มนมแช่เย็นกันอีก ความหวานและความเย็นจากนมที่ท่านชอบดื่มกัน
ก็สามารถสร้างปัญหาให้ร่างกายท่านได้ไม่ต่างอะไรจากน้ำอัดลม เช่นเดียวกัน
ดื่มน้ำให้ถูกเวลา ช่วงเวลาที่ควรรับประทานน้ำ ควรเลือกเวลาในการรับประทานน้ำให้ถูก
เพราะโดยปกติ เรามักมีความเชื่อที่ผิด เกี่ยวกับการดื่มน้ำ เช่น เวลาทานอาหารให้ดื่มน้ำมาก ๆ
ซึ่งไม่เป็นการดีสำหรับร่างกายเลย จากความเชื่อที่ว่า ให้ดื่มน้ำ
-15 นาทีก่อนทานอาหาร
- ระหว่างทานอาหาร
- รับประทานอาหาร
ทั้ง 3 กรณีที่ยกมานี้เป็นช่วงเวลาที่คนเรามักดื่มน้ำ
การดื่มน้ำในช่วงเวลาดังกล่าวนี้เป็นการดื่มน้ำที่ผิดเวลาอย่างมาก
และเป็นสาเหตุทำให้เกิดอาการเจ็บไข้ได้ป่วยได้
ถ้าท่านดื่มน้ำก่อนทานอาหาร น้ำที่ท่านดื่มเข้าไปมันก็ไปเจือจางน้ำย่อยในกระเพาะอาหาร
และพอท่านทานอาหารตามเข้าไป น้ำย่อยที่เข้มข้นสำหรับย่อยอาหารตามเข้าไป
น้ำย่อยที่เข้มข้นสำหรับย่อยอาหารมันกลับเจือจางเสียแล้ว ทำให้การย่อยอาหารไม่ดี
อาหารไม่ย่อยและเกิดการหมักหมมในกระเพาะอาหาร
พอเกิดการหมักหมมในกระเพาะอาหารเมื่อไหร่ก็เกิดพิษในร่างกายขึ้นมาเมื่อนั้น
พิษที่เกิดขึ้นมาก็เป็นสาเหตุอาการเจ็บป่วยทั้งหลาย
เช่นเดียวกับการที่ท่านดื่มน้ำระหว่างทานอาหารหรือดื่มน้ำหลังรับประทานอาหารอิ่มใหม่ๆ
จะทำให้ระบบการย่อยอาหารทำงานได้ดี
วิธีแก้ไขได้ง่ายๆ ด้วยวิธีนี้
1. ระหว่างทานอาหารควรดื่มน้ำแต่น้อยอย่างมากไม่เกิน 1 แก้ว
เพื่อให้น้ำย่อยมีประสิทธิภาพในการย่อยอาหารได้เต็มที่
2. หลังทานอาหารเสร็จแล้ว 40 นาที ค่อยดื่มน้ำตามปกติ เพื่อให้กระเพาะได้ทำการย่อยอาหารเสียก่อน
3. และที่สำคัญไม่ควรดื่มน้ำเย็น ในการย่อยอาหารนั้นกระเพาะต้องใช้ไฟฟ้าในการย่อยอาหาร
ถ้าท่านดื่มน้ำเย็นเข้าไป ความเย็นจะเข้าไปดับไฟในกระเพาะ และเป็นสาเหตุให้อาหารไม่ย่อย
เกิดอาการท้องอืด ท้องพองผะอืมผะอม อาเจียน ร้อนในอกในใจ บวมตามมือตามเท้า
บางท่านอาจคิดว่าแค่กินน้ำเท่านั้น แต่การกินน้ำแล้วช่วยให้เกิดประโยชน์แก่ร่างกายนั้นก็
ควรใส่ใจสักนิดเพื่อสุขภาพที่ของท่านเอง
ที่มา ที่นี่ดอดคอม
ภาพประกอบอินเตอร์เน๊ท
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)






















